บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “โอ้กะจู๋” กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)
นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OKJ เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ว่า บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 159 ล้านหุ้น โดยคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในปีนี้ หลังจากที่ ก.ล.ต. ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลของบริษัทแล้ว
ในการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ OKJ ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อช่วยดำเนินการในกระบวนการ IPO ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ OKJ ในการระดมทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในอนาคต
แล้วธุรกิจบริษัทมีไรบ้าง?
โอ้กะจู๋ เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “Be Organic from Farm to Table” โดยเน้นการใช้วัตถุดิบออร์แกนิคคุณภาพสูง ธุรกิจของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. ธุรกิจบริการและจำหน่ายอาหาร ภายใต้แบรนด์ “โอ้กะจู๋” จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลากหลายประเภท เช่น สลัด สเต็ก ซุป สปาเก็ตตี้ และขนมหวาน และอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์โอ้กะจู๋ อาทิ เช่น ผัก ผลไม้ สลัด แซนด์วิชแรป
โดยมีช่องทางจำหน่าย 4 รูปแบบ ได้แก่
1) Full-service Restaurant: 30 สาขา
2) Delivery and Kiosk: 4 สาขา
3) Cafe Amazon: กว่า 400 สาขา
4) Supermarket: 11 สาขา
2. ธุรกิจร้านอาหารประเภทจานด่วน ภายใต้แบรนด์ “Ohkajhu Wrap & Roll” โดยจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพแบบ Grab & Go เช่น สลัด แร็พ แซนวิช และเบอร์เกอร์ รวมถึงเพิ่งเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้า EMSPHERE ในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา
3. ธุรกิจร้านน้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “Oh! Juice” ซึ่งจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยสารอาหาร เหมาะสำหรับทุกวัย โดยเพิ่งเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา รวมถึงเมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งเปิดสาขาที่ 2 ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ในเดือนมิถุนายน 2567
ผลประกอบการเป็นอย่างไร?
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา บริษัทได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ดี โดยบริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่น่าประทับใจถึง 46.2% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากหลายด้าน ทั้งการเพิ่มขึ้นของรายได้จากสาขาที่มีอยู่เดิม (SSSG), การขยายสาขาใหม่ และการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายอื่น ๆ
โดยรายได้ของบริษัท 3 ปีย้อนหลัง
ปี 2564 รายได้ 803.0 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 1,214.9 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 1,716.8 ล้านบาท
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ในไตรมาสแรกของปี 2567 บริษัทยังคงรักษาแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยสามารถทำรายได้รวมได้ถึง 538.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 48.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า บริษัท OKJ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (แบบไฟลิ่ง) และแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้น IPO ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ทาง ก.ล.ต. ได้เริ่มนับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว ขณะนี้ OKJ อยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ภายในปีนี้
โดยผู้ถือหุ้นหลัก 3 ราย ได้แก่ 1) นายชลากร 2) นายจิรายุทธ และ 3) นายวรเดช และ Modulus Modulus ได้ทำหนังสือแสดงเจตจำนงแบบไม่มีภาระผูกพันตามกฎหมาย (Non-binding letter) โดย Modulus มีแผนที่จะซื้อหุ้นสามัญเดิมจากผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 31,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.2% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO
การซื้อขายดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันแรกที่หุ้น OKJ เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะใช้ราคาเดียวกับราคาเสนอขายหุ้น IPO และทำรายการผ่านกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของ Modulus ไว้
โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO ไปใช้ในการขยายสาขา สร้างครัวกลางแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
#BusinessTomorrow#BizTMR#โอ้กะจู๋#IPO#OKJ#หุ้นไทย#ประเทศไทย

