หุ้น MGI มาแรงไม่หยุด แม้เมื่อวานถูกตลาดห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว โดยวันนี้บวกแรงเกือบ +19% หลังจากประกาศผลประกอบการเมื่อคืนนี้
[เจาะลึกผลประกอบการของ MGI]
ตามรายละเอียดงบประมาณที่ได้เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อคืนที่ผ่านมา
ปี 2563 รายได้ 339 ล้านบาท กำไร 45 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 345 ล้านบาท กำไร 29 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 320 ล้านบาท กำไร 48 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 616 ล้านบาท กำไร 119 ล้านบาท
ถือว่ารายได้เติบโต +93% และกำไรเติบโต +149% จากปีที่แล้ว
[MGI ทำธุรกิจอะไรบ้าง ?]
เรียกได้ว่า MGI แม้จะเป็นหุ้นนางงามมิสแกรนด์และเป็นภาพจำของใครหลาย ๆ คนว่าเป็นเวทีสำหรับประกวดนางงาม แต่แท้จริงแล้ว MGI ยังทำธุรกิจขายสินค้าจำนวนมาก รวมถึงการจ้างงานศิลปินและเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่มาจากเวทีการประกวด เรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่ทำอาชีพ ‘นางงาม’ ของจริงเลยก็ว่าได้
โดย MGI มีสัดส่วนรายได้จากการทำธุรกิจดังต่อไปนี้
– ธุรกิจพาณิชย์ เช่น ขายเซรั่ม, กาแฟ, น้ำหอม คิดเป็น 41%
– ธุรกิจบริหารศิลปิน 23%
– ธุรกิจสื่อและบันเทิง 19%
– จัดประกวดมิสแกรนด์ 13%
– รายได้ค่าเช่า MGI Hall 4%
และหากเทียบกับรายได้จากธุรกิจดังกล่าว จะสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
– สินค้าอุปโภค เช่น น้ำหอม, ครีม 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%
– สินค้าบริโภค เช่น น้ำพริกสดปลาสลิด 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 333%
– ธุรกิจบันเทิง 113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65%
– ศิลปิน 135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135%
– การจัดประกวด 85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%
[ไทม์ไลน์หุ้น MGI ดีดแตะซิลลิ่งไม่หยุดจนกำไร 8 เด้ง]
– 14 ธันวาคม 2566 เข้า IPO วันแรกในตลาดหุ้นไทย ด้วยราคา 4.95 บาทต่อหุ้น
– 15 ธันวาคม 2566 ทำราคาสูงสุดใหม่โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า +100% หลังเปิดเทรดได้เพียง 1 วัน
– 18 ธันวาคม 2566 MGI ทำนิวไฮ ชนซิลลิ่ง เข้าเทรด 3 วัน หุ้นพุ่งขึ้น +140%
– 18 ธันวาคม 2566 อิงฟ้าขายหุ้น MGI ทิ้ง 100,000 หุ้น ถือหุ้นที่เหลือ 1.9 ล้านหุ้น
– 8 กุมภาพันธ์ 2567 หุ้น MGI ทำราคาแตะ 30 บาทครั้งแรก กำไรมากกว่า 5 เท่าในเวลาไม่ถึง 1 เดือน
– 19 กุมภาพันธ์ 2567 หุ้น MGI ทำราคาพุ่งขึ้น +20% ก่อนถูกประกาศขึ้นเครื่องหมาย P เป็นหุ้นแรกในตลาดหุ้นไทย
– 20 กุมภาพันธ์ 2567 MGI ประกาศงบประมาณปี 2566 กำไรเติบโต +149%
[5 อันดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่]
42.86% มูลค่า 3,600 ล้านบาท ถือครองโดย นาย ณวัฒน์ อิสรไกรศีล
28.57% มูลค่า 2,400 ล้านบาท ถือครองโดย นาย รัชพล จันทรทิม
3.12% มูลค่า 262 ล้านบาท ถือครองโดย บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)
2.93% มูลค่า 246 ล้านบาท ถือครองโดย นาย พีรเจต สุวรรณนภาศรี
1.17% มูลค่า 98 ล้านบาท ถือครองโดย นายเฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ
และคนสำคัญอย่าง ‘อิงฟ้า’ ยังคงถือหุ้นอยู่ที่ราว 0.9% มูลค่า 76 ล้านบาท และชาล็อต ออสติน ถือหุ้นอยู่ 0.93% มูลค่า 78 ล้านบาท
คำเตือน : โพสต์และเทปวิเคราะห์นี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้แนะนำให้ซื้อ หรือ ขาย แต่อย่างใด
ผู้เขียน กิตตินันท์ จอมประเสริฐ

