บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำการตลาด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคชั้นนำของไทย ซึ่งมีความหลากหลายและครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่วงอายุและครบทุกกลุ่ม เช่น Fineline, D-nee, BeNice, TROS, Eversense, Vivite, Smart และ Tomi
โดย Neo Corporate กำลังเตรียมเข้า IPO และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยจุดแข็งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ทำให้เป็นอีกหนึ่งบริษัท FMCG ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย
วันนี้เรามาดูกันครับว่า เค้าจะมีความสามารถและมีศักยภาพอย่างไรบ้าง?
จุดเริ่มต้นของ Neo Corporate
Neo Corporate ก่อตั้งขึ้นในปี 2532 โดยคุณสุทธิเดช ถกลศรี พร้อมกับ Passion ที่เชื่อว่า “เราคนไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลได้” รวมถึงเห็นโอกาสทางธุรกิจและ Pain Point ของสินค้าในกลุ่ม Personal Care อย่างโคโลญและโรลออน จึงได้เริ่มธุรกิจนี้
ซึ่งในช่วงแรกบริษัทได้ลองศึกษาจนพบว่ากลิ่นที่คนไทยชอบคืออะไร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้สะดวกและดูดีต้องเป็นแบบใด จนกระทั่งสามารถออกวางขายผลิตภัณฑ์สินค้าโคโลญสำหรับผู้หญิงภายใต้แบรนด์ “Eversense” ก่อนในปีแรก และปีต่อมาด้วยความที่เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่น จึงได้ขยายไปทำสินค้าโคโลญสำหรับผู้ชายภายใต้แบรนด์ “TROS” ผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
ด้วยความสำเร็จมากมายทำให้ในปีที่ 3 หลังการก่อตั้ง บริษัทได้เริ่มขยายไปทำผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) ซึ่งเริ่มต้นจากสินค้ารีดผ้าเรียบภายใต้แบรนด์ “Fineline” ก่อนที่จะได้มีโอกาสในการขยายไปสู่สินค้าซักผ้าที่ Premium มากขึ้นอย่างผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรถนอมผ้าและผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น จนกระทั่ง ณ ปัจจุบัน “Fineline” สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ในผลิตภัณฑ์รีดผ้าเรียบร้อยแล้ว

สำหรับบางคนอาจยังไม่เคยรู้จัก Neo Corporate มาก่อน แต่ถ้าหากบอกว่ามีแบรนด์เหล่านี้อยู่ในบริษัท คุณก็จะนึกภาพออกทันที
เพราะผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด และให้เดาว่าคนใกล้ตัวหรือแม้กระทั่งคุณก็อาจจะเคยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate สักครั้งในชีวิตก็เป็นได้
Neo Corporate เป็นบริษัทผู้ทำการตลาด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมจำนวน 8 แบรนด์ ประกอบด้วย
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) ประกอบด้วย 3 แบรนด์ ได้แก่
– แบรนด์ไฟน์ไลน์ (Fineline) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และผลิตภัณฑ์อัดกลีบผ้า เป็นต้น
– แบรนด์สมาร์ท (Smart) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม สูตรแอนตี้แบคทีเรีย เป็นต้น
– แบรนด์โทมิ (Tomi) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ เป็นต้น
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Products) ประกอบด้วย 4 แบรนด์ ได้แก่
– แบรนด์บีไนซ์ (BeNice) เช่น ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เป็นต้น
– แบรนด์ทรอส (TROS) เช่น ผลิตภัณฑ์โคโลญ ผลิตภัณฑ์โรลออน และผลิตภัณฑ์เจลแต่งผม สำหรับผู้ชาย เป็นต้น
– แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense) เช่น ผลิตภัณฑ์แป้ง ผลิตภัณฑ์โคโลญ และผลิตภัณฑ์โรลออน สำหรับผู้หญิง เป็นต้น
– แบรนด์วีไวต์ (Vivite) เช่น ผลิตภัณฑ์โรลออน ผลิตภัณฑ์น้ำหอม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับผู้หญิง เป็นต้น
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก (Baby and Kids Products) ประกอบด้วย 1 แบรนด์ ได้แก่
– แบรนด์ดีนี่ (D-nee) เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก และผลิตภัณฑ์อาบน้ำและสระผมเด็ก เป็นต้น
จากผลิตภัณฑ์ที่มีความครอบคลุมเหล่านี้จะพบว่ามีจุดแข็งที่สร้างมาจากรากฐานของ “นวัตกรรม” เพราะบริษัทมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญอยู่เบื้องหลัง พร้อมกลยุทธ์ที่ทำให้เข้าใจ Insight ของผู้บริโภคเป็นอย่างดี ส่งผลให้การนำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นถูกใจผู้บริโภค ทั้งในกลุ่ม Mass Market, Premium Mass และ Premium ซึ่งในอนาคตก็เป็นที่น่าเชื่อว่าบริษัทจะยังคงเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพระดับสูงและสอดคล้องต่อความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัยและทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น Neo Corporate ยังมีอีกหนึ่งจุดแข็งคือการกระจายสินค้า เนื่องจากบริษัทสามารถเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมได้ครบทุกประเภท ตั้งแต่ช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) และช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ พร้อมกับโรงงานผลิตและระบบคลังจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย
จากจุดแข็งทั้งหมดที่ได้กล่าวไปส่งผลให้หลายผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate สามารถยืนหนึ่งเป็นเจ้าตลาด FMCG ได้อย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate ขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 จากประเภทผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้
60.3% ของส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์รีดผ้าเป็นของ Fineline
71.0% ของส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์โคโลญผู้ชายเป็นของ TROS
26.0% ของส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็กเป็นของ D-nee
นอกจากนี้ Neo Corporate ยังมีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ 16 ประเทศ โดยมีประเทศที่ส่งออกหลัก ได้แก่
เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา และเมียนมาร์ เป็นต้น

หากใครกำลังคิดว่าหุ้น IPO ของ Neo Corporate จะสามารถเติบโตไปได้มากแค่ไหน อย่างไร?
แน่นอนว่าไม่มีใครที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าหุ้น IPO จะเติบโตไปในลักษณะใด แต่ถ้าดูจากกลยุทธ์และการเติบโตของ Neo Corporate ก็อาจคาดการณ์ได้คร่าว ๆ ว่ามีโอกาสและศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกต่อไปในอนาคต
งบการเงินของ Neo Corporate
รายได้จากการขายของ Neo Corporate แข็งแกร่งและเติบโตแม้เจอกับสถานการณ์ COVID-19 โดยมีผลประกอบการในแต่ละปีเติบโตขึ้นดังต่อไปนี้
ปี 2563 มีผลประกอบการอยู่ที่ 6,767.54 ล้านบาท
ปี 2564 มีผลประกอบการอยู่ที่ 7,445.23 ล้านบาท
ปี 2565 มีผลประกอบการอยู่ที่ 8,300.69 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าแต่ละปี Neo Corporate มีอัตราการเติบโตของผลประกอบการในแต่ละปีอยู่ประมาณ 10% ซึ่งเป็นการเติบโตจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิม โดยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ด้วย
ทั้งนี้ หากเจาะลึกลงมาที่รายได้จากการขายของช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 จะพบว่า บริษัทมีรายได้จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังต่อไปนี้
87% เป็นรายได้จากการขายในประเทศ คิดเป็นมูลค่า 6,136.80 ล้านบาท
13% เป็นรายได้จากการขายในต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 892.06 ล้านบาท
และหากมองมาดูที่ สัดส่วนของ Product portfolio จะพบว่า Neo Corporate มีรายได้จากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ได้แก่
44% มาจากผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 3,067.15 ล้านบาท
32% มาจากผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก คิดเป็นมูลค่า 2,233.43 ล้านบาท
24% มาจากผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล คิดเป็นมูลค่า 1,728.28 ล้านบาท
หากดูจากตัวเลขรายได้จากการขาย และ Product Portfolio จะเห็นได้ว่าผลประกอบการในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ถือว่ามีการกระจายตัวของรายได้ที่ดี
และหากมองมาที่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงินอย่างกำไรสุทธิ บริษัทก็สามารถทำกำไรสุทธิได้ในระดับที่สม่ำเสมอมาราว 600 – 700 ล้านบาทต่อปี เพราะการมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากทีมที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ การคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีความเข้าใจลูกค้า และในอนาคตบริษัทยังมีแนวโน้มที่ดีในการเจาะตลาดต่างประเทศอีกด้วย
ท้ายที่สุด งบแสดงฐานะทางการเงิน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งประกอบกับหนี้สินที่ค่อนข้างทรงตัว โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่เติบโตขึ้นมาโดยตลอด จาก 1,633.98 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็น 2,331.64 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2566

เล่ามาตั้งนาน หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าครองส่วนแบ่งการตลาดมากมายขนาดนี้ แล้ว Neo Corporate ไม่มีคู่แข่งหรือเปล่า ? และถ้ามีคู่แข่งจะเป็นอย่างไร
ถ้าใครเคยไปที่ร้านค้าเพื่อซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันจะเห็นได้ว่า Neo Corporate มีคู่แข่งอยู่เต็มตลาดไปหมด เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไม่มีคู่แข่ง แต่ทว่าเหนือกว่าคู่แข่งแทบทั้งหมด
เนื่องด้วยในตลาด FMCG ที่บริษัทกำลังดำเนินกิจการอยู่นั้น การเติบโตมักมาจาก 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
– การเติบโตจากอุตสาหกรรมซึ่งโดยปกติจะโตราว 2%-3% ซึ่งบริษัทก็จะได้ประโยชน์จากการเติบโตนี้ไปด้วย
– การเติบโตจากส่วนแบ่งการตลาด
โดย Neo Corporate ก็มีการพัฒนากลยุทธ์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหมือน Key Success ที่ทำให้ก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ได้ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์
กลยุทธ์และแนวทางธุรกิจของ Neo Corporate
– การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทั้งพัฒนาผลิตใหม่และทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ให้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส เพื่อให้สอดรับกับความต้องการในช่วง COVID-19 นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกแบรนด์ผลิตภัณฑ์ผ่านการสื่อสารทางการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพ
– การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากร และการบริหารจัดการการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป
– การให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านบุคลากร กระบวนการจัดซื้อ การสร้างคุณค่าร่วม เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ปัจจุบัน Neo Corporate มีรายได้จากการขายที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งด้วยความที่บริษัทมีจุดขายที่แข็งแกร่งด้านแบรนด์ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ ตลอดจนช่องทางการจัดจำหน่ายที่ยอดเยี่ยม
ในขณะเดียวกันหากมองไปที่ Product Portfolio ก็จะพบว่าบริษัทมีสินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคและเหมาะสมกับทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงอายุ
ติดตามหุ้น IPO ของ Neo Corporate อย่างไรได้บ้าง ?
ในรอบนี้ Neo Corporate ได้เสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 87,500,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 29.17% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนเสนอขายโดย Neo Corporate จำนวน 78,000,000 หุ้น (26.00%) และหุ้นสามัญเดิมเสนอขายโดย บริษัท เอฟเอ็นเอส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 9,500,000 หุ้น (3.17%)
โดยพร้อมเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2567
ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านลิงก์ข้างล่างคอมเมนต์
📌 สรุป ทำไมไม่ควรพลาดหุ้นของ Neo Corporate
หากมองในทุกมุม Neo Corporate เป็นธุรกิจที่เก่งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์และเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเชื่อว่าการทำสินค้าให้ดีคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อลูกค้าชอบจะบอกต่อแบบปากต่อปาก ประกอบกับการมีรายได้และกำไรที่เติบโต ก็ยิ่งสะท้อนถึงการสร้างความมั่นคงของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
และหากมองไปในอนาคตก็จะยิ่งพบว่าการมีสินค้าที่ครบวงจรของ Product Portfolio รวมถึงสินค้าที่ถูกใจสำหรับผู้บริโภคใน CLMV ซึ่งยังมีการเติบโตของประชากรอีกมาก และ ณ วันนี้บริษัทยังมีรายได้จากต่างประเทศเฉลี่ยเพียง 15% ทำให้อนาคตยังมีโอกาสสำหรับการเติบโตของบริษัท
– – – – – – – –
💰ศึกษารายละเอียดของหุ้น IPO ของ Neo Corporate เพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวน
https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=565242
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขและความเสี่ยงต่าง ๆ ของการลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศก่อนการตัดสินใจลงทุน

