HSBC ได้มีบทวิจัยระบุว่า ประเทศไทยจะครองตำแหน่งแชมป์ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของภูมิภาคต่อไปได้ ต้องมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติหรือ FDI มาลงทุนในธุรกิจ EV มากขึ้น เพราะเม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังไม่มากเท่ากับยุค 90 เมื่อปรับค่าเงินสมัยนั้นให้เทียบเท่ากับค่าเงินปัจจุบัน เม็ดเงินลงทุนลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในธุรกิจ EV ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ต่างจากในอดีตที่ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น
การดึงดูดการลงทุนครั้งนี้จะแตกต่างจากช่วงยุค 90 เนื่องจากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี แทนที่รถสันดาปในอดีต ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จในช่วง 90 มาแล้ว ไทยควรเร่งสนับสนุนให้มีแนวทางเชิงรุกที่ “Fast & Furious” หรือ “เร็วและแรง” มากกว่านี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
ในช่วงยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่ไทยได้ชื่อว่าเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” เราพบว่า การเติบโตของการลงทุนยังไม่ “เร็วและแรง” เท่ากับยุคสมัยนั้น ไทยยังต้องการเงินทุน FDI สำหรับรถอีวีเพิ่มขึ้น 4 เท่า คิดเป็นจำนวน 794 ล้านเหรียญต่อปี (2.81 หมื่นล้านบาท) สำหรับช่วง 7 ปีข้างหน้า คิดเป็นมูลค่ารวม 4.7 พันล้านดอลลาร์ 1.67
เรื่องนี้มีความท้าทายตรงที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญของ แม้ไทยจะดูมีหวังในตลาดอีวี แต่ไทยยังคงต้องพิสูจน์เพิ่มขึ้น
แม้ว่ารถยนต์จะเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้า แต่ส่วนประกอบพื้นฐานส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนจากรถสันดาป ไทยน่าจะเป็นประเทศที่ต้องปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานน้อยที่สุดในอาเซียนสำหรับการผลิตรถอีวี ซึ่งจะทำให้ไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 359,000 คันภายในปี 2025
ไทยเคยมีญี่ปุ่นเป็นนายทุนหลักมาตลอดระยะเวลาสามทศวรรษ แต่ปัจจุบันจีนกลับกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในการผลิตรถอีวีของไทย เนื่องจากจีนต้องการขยายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมอีวีที่กำลังเติบโตเข้ามาในอาเซียนแทน เรื่องนี้คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากการส่งออกสุทธิของรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ มีสัดส่วนถึงเกือบ1 ใน 10 ของมูลค่าเศรษฐกิจไทย
ที่มา HSBC Holding
ผู้เขียน จารุวิทย์ สุงาม

