15 เมษายน 2026

ไขความลับ BYD สร้างธุรกิจอย่างไร ให้ยอดขายรถโตปีละ 1 ล้านคัน

ก.พ. 27, 2024

ในปี 2023 BYD มียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมด 3.02 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 62.3% จากปี 2022 โดยเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบบ EV 1,574,822 คัน เพิ่มขึ้น 72.8% รถยนต์ EV มีสัดส่วน 52.3% ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมดของ BYD

ในโตรมาส 4 ของปี 2023 BYD มียอดขายรถยนต์ EV ทั้งหมด 525,409 คัน ขณะที่ Tesla มียอดขายไตรมาสเดียวกัน 484,507 คัน แต่ทั้งปี 2023 Tesla มียอดขายรถยนต์ EV 1.8 ล้านคัน ส่วน BYD มียอดขายรถยนต์ EV ทั้งปี 1.5 ล้านคัน ทำให้ยอดขายรถยนต์ EV ที่แตกต่างระหว่างสองบริษัท ลดลงจากปี 2022 ที่ 400,000 คัน มาเหลือ 230,000 คันในปี 2023

การเปลี่ยนผ่านรวดเร็วสู่รถยนต์ EV

จากการสนับสนุนอย่างจริงจังของรัฐบาล จีนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV หรือที่เรียกว่า “รถยนต์พลังงานใหม่” (NEV – New Energy Vehicle) รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ว่า ปี 2025 ยอดขายรถใหม่ 20% จะเป็นรถยนต์ NEV ที่ประกอบด้วยรถยนต์ใช้แบตเตอรี่ ไฮบริด หรือรถใช้พลังงานไฮโดรเจน ปี 2035 ยอดขายรถใหม่ 50% จะเป็นรถยนต์ NEV

เป้าหมายแรกบรรลุแล้วตั้งแต่ปี 2022 หรือ 3 ปีก่อนตารางเวลา สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ของจีนเปิดเผยว่า ใน 11 เดือนแรกของปี 2023 ยอดขายรถยนต์ NEV ของจีน มี 8.3 ล้านคัน หรือมากกว่า 30% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด Miao Wei อดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและ IT ของจีนกล่าวว่า การเจาะตลาดของรถยนต์ NEV ได้ 50% มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2025 หรือ 2026

ทั้งนี้การที่จีนมีบทบาทนำในในอุตสาหกรรมรถยนต์โลก เนื่องจากมีตลาดใหญ่ในประเทศ แรงงานมีค่าแรงถูก และเป็นยักษ์ใหญ่ด้านห่วงโซ่อุปทาน ความได้เปรียบของจีนยังมาจากเป็นฝ่ายบุกเบิกคนแรก เช่น รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการอุดหนุนทางการเงินให้กับผู้ผลิตรถ EV ของจีน ในการขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ยอดขาย BYD โตเพิ่มปีละล้านคัน

บทความชื่อ How China Built BYD, Its Tesla Killer ของ The New York Time เขียนไว้ว่า เดิม BYD เป็นบริษัทผลิตแบตเตอรี่ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากญี่ปุ่น แต่ในปี 2007 BYD ผลิตรถยนต์คันแรกออกสู่ตลาด ในงานกวางโจมอเตอร์โชว์ เวลานั้น นักวิเคราะห์เห็นรถยนต์ของ BYD เป็นเรื่องตลก

แต่ทุกวันนี้ ไม่มีใครกล้าดูถูก BYD อีกแล้ว BYD กำลังสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ EV ในบราซิล ฮังการี, ไทย, อุซเบกิสถาน และกำลังเตรียมสร้างโรงงาน ในอินโดนีเซียและเม็กซิโก สองปีที่ผ่านมา ยอดขายของ BYD เพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านคันในแต่ละปี ในอเมริกา บริษัทรถยนต์ที่สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 1 ล้านคัน ภายในเวลาหนึ่งปี คือ General Motors แต่เกิดขึ้นในปี 1946 เพราะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 General Motors หยุดผลิตรถยนต์นาน 4 ปี

BYD มีฐานการผลิตที่เสิ่นเจิ้น เมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของจีน BYD แสดงให้เห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนสามารถเอาประโยชน์ จากการที่จีนเป็นผู้นำด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตรถยนต์จีนก็ได้ประโยชน์มากที่สุด จากการที่จีนให้การยอมรับและสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

จากฐานะการเป็นผู้นำในการส่งออกรถยนต์ EV ของจีน BYD ได้ต่อเรือบรรทุกรถยนต์ที่ใหญ่สุดในโลก ขึ้นอย่างรวดเร็ว เรือบรรทุกรถยนต์ลำแรกชื่อว่า BYD Explorer No. 1 ออกเดินทางเที่ยวแรกจากเสิ่นเจิ้น และเดินทางไปถึงเนเธอแลนด์เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมกับรถยนต์ EV ที่บรรทุกมา 5,000 คัน

ความแข็งแกร่งในนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าของจีน

ทั้งนี้บทความของ The New York Times ระบุว่า จากรายงานประจำปีของ BYD ช่วงปี 2008-2022 BYD ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลจีน 2.6 พันล้านดอลลาร์ โดยยังไม่ได้รวมการสนับสนุนทางอื่นๆ เช่น บริษัทแท็กซี่ในเสิ่นเจิ้นซื้อรถยนต์ EV ของ BYD เท่านั้น

ที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จีนลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ EV ในปริมาณมากกว่า 2 เท่า ของความต้องการของตลาดภายในจีนเอง จนนำไปสู่สงครามตัดราคา โดยเฉพาะระหว่าง BYD กับ Tesla รถยนต์รุ่นล่าสุดของ BYD ชื่อ Seagull มีราคาเริ่มที่ 11,000 ดอลลาร์ วิกฤติอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นตกต่ำของจีน ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน แต่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้ BYD ได้เปรียบในช่วงที่ยอดขายซบเซา

จากธุรกิจแบตเตอรี่ในปี 1995 สู่ แบรนด์รถไฟฟ้า

หวัง ชวนฟู (Wang Chuanfu) ประธาน BYD ตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1995 โดยผลิตแบตเตอรี่ให้กับ Motorola และบริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตัวเขาเองศึกษาที่มหาวิทยาลัย Central South University เมืองฉางชา มณฑลหูหนาน ที่มีสถาบันวิจัยแบตเตอรี่

ปี 2003 BYD ซื้อโรงงานผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันที่เมืองซีอาน แต่ BYD ประสบปัญหาตั้งแต่แรก เพราะ BYD มีชื่อเสียงตั้งแต่แรกว่า ผลิตรถยนต์รุ่นเก่าแก่ แต่ต่อมา ยอดขายของ BYD เติบโตขึ้นมา เพราะตลาดจีนฟื้นตัว ในปี 2008 Warren Buffett เข้ามาซื้อหุ้น 10% ทำให้ BYD ได้ทั้งเงินทุนใหม่และชื่อเสียง

ปี 2008 หวัง ชวนฟูตั้งเป้าหมายที่จะส่งออกรถยนต์ EV ไปสหรัฐฯภายใน 2 ปี แต่ในเวลานั้น การผลิตรถยนต์ EV มีต้นทุนสูง และระยะทางในการวิ่งของรถยนต์มีจำกัด ต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง แต่หวัง ชวนฟูเห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์ควรเน้นหนักมาที่รถยนต์ไฮบริด แต่ตลาดรถยนต์ EV ในจีน ก็มีศักยภาพสูงมาก

เวลาต่อมา หวัง ชวนฟูตัดสินใจเสี่ยงใน 2 เรื่อง ที่ต่อมากลายเป็นสิ่งที่สร้างความสำเร็จและผลกำไรให้กับ BYD ในปี 2016 BYD จ้าง Wolfgang Egger นักออกแบบรถยนต์ Audi ที่มีชื่อเสียง ต่อมา Wolfgang Egger ได้จ้างนักวิศวกรรถยนต์หลายร้อยคน จนพวกเขาประสบความสำเร็จ ในการออกแบบรถยนต์ BYD รุ่นใหม่ออกมา

ปี 2020 หวัง ชวนฟูยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดใหม่ เรียกว่า Blade Battery ที่ใช้ Lithium Iron Phosphate ที่มีต้นทนการผลิตต่ำกว่า และเก็บพลังงานได้สูงกว่า ทำให้ BYD พร้อมเสนอรถยนต์ EV ออกสู่ตลาด ด้วยแบตเตอรี่ราคาไม่แพง และรถยนต์ที่ออกแบบใหม่โดย Wolfgang Egger

ในปีที่แล้ว บทวิเคราะห์ของ UBS ธนาคารสวิส กล่าวว่า รถ BYD รุ่น Seal มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า 35% ของการผลิตรถยนต์ EV ของ Volkswagen รุ่น ID.3 ต้นทุนที่ต่ำของ BYD ส่วนหนึ่งมาจากการผลิตที่ถูกลงของแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate

BYD ผลิตชิ้นส่วน 2 ใน 3 ของรถยนต์ Seal และเหมือนกับรถยนต์ Tesla รถยนต์ BYD มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่กี่ระบบในตัวรถ ส่วนรถยนต์ของ Volkswagen อาศัยผู้ผลิตจากภายนอกบริษัทถึง 2 ใน 3 นอกจากนี้ BYD ยังได้ประโยชน์จากค่าแรงที่ถูกกว่าในจีน

BYD ยังได้เปรียบ Tesla จากสิ่งที่ตกทอดมาจากอดีต ในปี 2011 หวัง ชวนฟูตัดสินใจที่จะพัฒนารถยนต์แบบไฮบริด ที่ปัจจุบันมียอดขายเกือบครึ่งหนึ่งของ BYD พนักงานขาย BYD คนหนึ่งบอกกับ The New York Times ว่า ครอบครัวคนจีนหลายคนยังซื้อรถยนต์ไฮบริดเป็นรถคันแรก เพื่อขับไปเยี่ยมบ้านบรรพบุรุษในช่วงตรุสจีน ทุกวันนี้ หมู่บ้านในจีนส่วนใหญ่ มีสถานีชาร์จรถยนต์ EV แล้ว แต่ไม่พอสำหรับรถยนต์ที่มาเยือนในช่วงปีใหม่จีน

By admin

Most Related